ปรัชญาการออกเเบบ

posted on 24 Nov 2007 21:33 by qq42  in design

สวัสดีครับ...entry นี้ยาวหน่อยนะครับ เขียนเรื่องเกี่ยวกับ design ใครเรียนอยู่เเขนงนี้ส่วนตัวอยากให้ลองอ่าน เเละเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ :D

เมื่อวันก่อนที่ u อ. เค้าให้เขียน essays เรื่อง "design aesthetic and philosophy" เเล้วเราก็คิดว่ามันมีประโยชน์มากเลย เลยอยากเอามาเเชร์ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง

คำถามหลักคงจะเป็น... หลักการการออกเเบบของเราเป็นอย่างไร ? เราว่ามันสำคัญนะ... ผมคิดว่าคนเรียนออกเเบบต้อง independent พอสมควรครับ ต้องเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ต้องมีระเบียบวินัยในตนเองเป็นสำคัญ เเละผมเชื่อว่าสิ่งเหล่าเกิดได้ต่อเมื่อเรามีความเชื่อครับ ..เพราะฉะนั้น "ความเชื่อ" สำคัญนะผมว่า ..สำคัญที่เราเชื่่อว่าอะไรดีไม่ดี อะไรคือ design ที่ดี อะไรคือ design ที่ไม่ดี ... เเล้วยึดมั่นตามนั้น

อยากจะเริ่มต้น "ปัญหา" ครับ... ผมว่า เรียนออกเเบบเนี่ย เหมือนไม่ได้เรียน..(อ่าว) เเต่เหมือนเป็นการใช้ชีวิตปกติเนี่ยเเหละ เพียงเเต่เราต้องรู้จัก "ประยุกต์" ให้เป็นเท่านั้นครับ เวลาเราได้ brief งานมา หรือ โจทย์นั่นเเหละ มันก็คือปัญหาอย่างนึงที่เราต้องหาทางเเก้ เพียงเเต่เราต้องเเก้มันด้วยการใช้ visual element เท่านั้น เราต้องการทำให้มันเรียบง่ายที่สุด เข้าใจง่ายที่สุดที่จะสื่อให้คนดูเข้าใจได้โดยไม่สับสน พร้อมกับความสวยงามของชิ้นงาน จะทำโจทย์ที่ยากๆ ซับซ้อนให้ง่ายเเล้วสื่อเข้าใจเนี่ย...มันยากนะเนี่ย ยากจริงๆ ก็เหมือนกับเวลาเราเจอปัญหาอะไรยากๆในชีวิต เเล้วเราจะเเก้ปัญหาเเบบนั้นยังไงให้มันง่ายน่ะเเหละ...ลองคิดดูสิว่าคนที่จะเเก้ปัญหาเหล่านั้นได้เก่งเนี่ย ต้องมีอะไรบ้าง ???

ผมคิดว่านะ...การที่เราจะทำ design สักชิ้นได้เนี่ย เราต้องเป็นคนมีความรู้มากเลยครับ เป็นคนรอบรู้ เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากกว่าใครๆ ถึงจะคิด idea คิด concept เเปลกๆที่สอดคล้อง กับ brief งานของเราออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเรียกว่าตรงนี้ว่า depth ของงานครับ...ผมเชื่อว่ามีคนไทยมากมาย ที่ไม่เข้าใจจริงๆว่า design คืออะไร.. เห็นอะไรสวย อะไรเท่ ก็ใส่ๆเข้าไป โดยไม่รู้ว่ามันมันมีผลอย่างไรกับงาน ผมคิดว่าทุกอย่างที่เราออกเเบบเเละใส่เข้าไปในชิ้นงานมีเสียงของตนเองครับ เพียงเเต่ว่ามันเป็นเสียงเดียวกันทั้งชิ้่นงาน เเล้วมันเป็นเสียงที่ไพเราะรึเปล่า

กลับมาเรื่องความรู้...

เพราะฉะนั้นการที่จะทำงานดีๆได้เนี่ย เเน่นอนว่าต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจมหาศาล เเละก็ประสบการณ์มาประกอบกันถึงจะสร้างสรรค์งานชิ้นนึงออกมาได้.. ตรงนี้ force กันไม่ได้ครับ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของเวลานะ...เเล้วเวลาของเราก็มีจำกัด ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า อยู่ที่ว่าเราจะสร้างห้องสมุดในหัวของเราได้ใหญ่ขนาดไหนตลอดชีวิตของเรา เราพยายามหาหนังสือใหม่ๆมารึเปล่า ? หรือว่ารอให้คนอื่นมาบริจาคให้อย่างเดียว ? เราจะ gain ได้มากขนาดไหนตลอดชีวิตการทำงาน ผมคิดว่าคนที่ไอเดียดีที่สุดเนี่ยนะ คนที่คิดงานไอเดียดีๆทั้งหลาย มันไม่ต้องรู้เรื่อง design เลยก็ได้ ? เเค่มันต้องรู้จักโลก เป็นคนมีความรู้ กล้าที่จะทำ กล้าที่จะคิดเเล้วเป็นคนเเก้ปัญหาเก่ง..มันไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่า เวลาวาดรูปต้องจับดินสอยังไง เวลา trim งานต้อง trim ยังไง... ผมว่าคนเหล่านี้ก็เป็น creative ได้ไม่ยาก เเต่อย่างไรก็ตาม..เค้าไม่ใช่ designer ...เเล้วอะไรคือ designer ?

ผมว่า designer กับคำว่า process มาคู่กันครับ (มั่วป่าว 55) อ่าว จริงๆนะ ถ้าเรามี process ที่ถูกต้อง การคิดที่ถูกต้องการทำงานที่ถูกต้อง กับหัว creative หน่อย ก็ใกล้ๆจะเป็น designer ได้เเล้วเเหละ process ที่ว่าหมายถึงการคิดที่เป็นระบบ การคิดให้ตก ไม่คิดวนไปวนมา ไม่ยั้งคิดยัั้งทำ เเละเป็นคนมีเหตุผล ไม่ wanna be เห็นอะไรสวยใส่เเม่งลงไป ! เห็นอะไรดูดีใส่เเม่งลงไป ! ผมยังยึดหลัก "Less is More" กับ "Form follow Function" อยู่ครับ ผมคิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลในตัวของมันเอง ถ้าขาดตรงนี้ไปเราก็คงไม่ต่างอะไรกับ คนที่ร้านปริ๊นงานที่ใช้ photoshop เก่งๆใช่ไหม ?

ผมคิดว่าถึงงานเราจะห่วยสัดๆ มองดูไม่สวยเลย เเต่ถ้าเรามี กระบวนการคิดที่ถูกต้องเนี่ย มันจะพัฒนาได้มากๆเลยครับ ด้วยเวลา... อย่างที่บอก พอเรามีหนังสือในห้องสมุดมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น งานเราต้องพัฒนาเเน่นอนครับ ตอนนี้ขอสารภาพเลยว่าผมเเทบไม่เคยคิดว่างานตัวเองมันดี..ถึงไม่เอามาโชว์ขึ้นเว็บ 55 ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยดีเลยนะครับ ผมว่า designer ทุกคนควรจะภูมิใจในงานของตัวเองระดับนึง มี ego เล็กๆ เป็นเเรงผลักดันให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ที่พยายามจะบอกก็คือว่า ตอนนี้ผมก็ยัง design ไม่เป็นเท่าไหร่หรอก เเต่ผมค่อนข้างมั่นใจครับว่าผมมีกระบวรการคิดที่ถูกต้อง ต้องรอดูต่อไปครับ ว่าจะไปได้ไกลขนาดไหน ? 

สุดท้ายคือ เเรงผลักดันที่จะทำให้ทุกอย่างที่พูดมาข้างต้นรวมกันออกมาเป็นงานชิ้นหนึ่งได้...สิ่งนั้นคือ "ทัศนคติ" เเละ "ระเบียบวินัยในตนเอง" ครับ..พูดถึงระเบียบวินัยในตนเองกันนึดนึง...

***u เราเมื่อตอนปีหนึ่งมีคาบนึงที่เรียกว่า "critique class" มันก็เป็น class ธรรมดาๆเนี่ยเเหละ class นี้ก็จะมีตอนส่ง project เสร็จเเล้วเอางานมาดูกัน เพียงเเต่ที่พิเศษกว่าคือว่า ถ้า class นี้คุณเข้า late เพียง 5 นาที คุณจะได้ F ทันที.....***

สำคัญครับ..ไม่ใช่เเค่การตรงต่อเวลา เเต่ทุกอย่าง ซึ่งผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ขาดตรงนี้นะครับ เพราะทุกคนเป็นคนรักสบาย ผมก็เป็น..เป็นมากๆด้วย ถ้าไม่ถูกพ่อเเม่ฝึกมาเเต่เด็กคงมีปัญหาตอนเรียนเเน่ๆ เพราะฝรั่งที่เค้ามาเรียนด้วยเค้าเด็ดขาดมากเลยนะ ไม่มีการประนีประนอมใดๆ ...ระเบียบวินัยในตนเองเช่น ตารางการเวลาทำงาน การ "ตรงต่อเวลา", "ส่งงานตามเวลา", "ไม่กลัวเหนื่อย", "กล้าที่จะเสี่ยง", "เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ", "อีโก้ส่วนตัว", เเละอื่นๆ...ผมว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อ designer เวลา compose ตัวงานเข้าด้วยกันครับ มันบ่งบอกคุณภาพของงานได้เลยนะครับ จริงๆ โดยเฉพาะข้อ "กล้าที่จะเสี่ยง" กับ "อย่ากลัวที่จะเหนื่อย" เปลี่ยนงานคนได้จริงๆครับ อยู่ที่เราจะ "กล้า" หรือเปล่า ?

ทั้งหมดนี่คือหลักการการออกเเบบคร่าวๆของผมครับ เป็นเเนวคิดที่ต้องยึดไว้เเละต้องนึกถึงเวลาทำงานสักชิ้น...ใครคิดยังไง อยากเเสดงความเห็นเต็มที่เลยนะครับ ผมเองก็อยากรับอะไรใหม่ๆเหมือนกันครับ

 ขอบคุณครับ 

 

edit @ 25 Nov 2007 12:35:25 by q

edit @ 15 Mar 2008 08:36:10 by q

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

งานผมก็เกี่ยวกับ Design เหมือนกันครับ แต่ไม่ใช่งานเขียนแบบ แต่เป็นงาน Software Design จริงๆ ผมว่า คอนเซบมันก็คงคล้ายๆกันนะ ถ้าเรายัดใส่ๆเข้าไป โดยที่ไม่ได้ดู Utilization ของผู้ใช้ที่เป็นไปได้ ก็ย่อมทำให้เกิดปัญหา เหมือนอย่างสร้างบ้าน ก็คงต้องดูดีดี ว่าเราจะสร้างประตู สร้างหน้าต่างไว้ตรงไหน เวลาผมคิดนี่ คิดหนักอยู่เหมือนกัน ว่าเราจะเขียนจะออกแบบยังไง ให้มันพัฒนาต่อไปในอนาคตได้ ในขณะที่คนอื่นๆก็อาจจะเขียนให้งานเสร็จๆไป มาแชร์ไอเดียของงานดีไซน์อีกแบบนึงฮับ ^^;

แต่งานของซอฟแวร์ ถ้าดีไซน์จุดนึงพัง อาจจะพาระบบอื่นพังหมดเลย - -' ดังที่จะเห็นได้ จากหลายๆอย่าง เช่น จรวดพุ่งชนดาวเพราะหน่วยเลขผิด - -'

#1 By Scalopus+ on 2007-11-25 00:28

ออ จริงๆเเล้วผมเรียน graphic design น่ะครับ ไม่ได้เรียนถาปัดเหมือนกัน

#2 By q on 2007-11-25 00:59

เอ่อ... ไม่ได้มากวนนะคะ แต่อยากจะขอให้ออกแบบ ฟอนท์+bg ให้อ่านง่ายกว่านี้ได้มั้ยคะ sad smile คือจอเรามัน bg เข้มมาก ส่วนฟอนท์ก็กลืนกับ bg มาก ทั้งตัวบาง+เล็ก+สีเข้ม

อยากอ่านบลอกคุณให้สบายตากว่านี้น่ะค่ะ sad smile ไม่อยากทำแถบดำแล้วอ่าน มันไม่ได้ฟีล

ไม่ได้มากวนจริงๆนะคะ แต่ถ้าหน้าจอคุณไม่ได้เป็นแบบจอเรา เราก็ขอโทษด้วย sad smile เราอยากอ่านเอนทรี่คุณอย่างได้ฟีล(?)มากๆอะค่ะ เอิ้ก......

#3 By LUMiN on 2007-11-25 03:28

ตอบคุณ Lumin นะครับ

เป็นปัญหากับผมมากๆเหมือนกันครับ ลองกด refresh ดูนะครับ

#4 By q on 2007-11-25 09:19

อุ้ย... เหมือนเห็ฯมี bg ขาวๆมาแวบนึง

แล้วมันก็จากไป (ฮาๆ) ตาลายเหมือนเดิม

เป็นที่code css ล่ะมั้งเนี่ย sad smile (โทษแก๊ซโซฮอล โทษเอ็กซ์ทีนแบบใหม่ ไว้ก่อน)

#5 By LUMiN on 2007-11-25 11:00

โอ้วดีมากเลย Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วสะเทือนใจ บางทีนานๆไปแล้วก็ลืมตัวตน
ต้องดูเด็กไฟแรง ก็จะเริ่มมีไฟ ขอบคุณ

#6 By HineyHelsinki on 2007-11-25 11:14

คิดเหมือนกันละครับว่าการออกแบบมันสำคัญที่ Process แล้วก็ Visualization แรกๆ ผมไม่คิดว่ามันสำคัญหรอกครับ แต่หลังๆ มันกลายเป็นว่าพวกนี้แหละทำให้งานมันไปได้ตลอดรอดฝั่งอ่ะครับ
ส่วนอย่าง Less is more หรือว่า form follow functionนี่ผมว่ามันไม่เสมอไปหรอกครับ มันแล้วแต่ว่าไคทีเรียของมันทำให้ต้องเป็นแบบนี้หรือเปล่า อีกอย่างนึงที่ผมว่าสำคัญมากๆเลยคือ case study อ่ะครับ บางครั้งที่เราคิดไปมันจะดีรึเปล่าก็ไม่รู้ เราก็เอาเคสมาช่วยได้ครับ

#7 By อั๊พ on 2007-11-25 18:34

ผมคนหนึ่งหละครับที่กำลังจะเข้าไปยังคณะสถาปัต

ผมคิดว่าผมคงจะนำความคิดดีๆอย่างนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตครับ

#8 By [veho---[[as Gaara]] on 2007-11-25 18:35

กลับมาตอบอีกรอบ open-mounthed smile

ปรัชญาการออกแบบ ถ้าสำหรับเรา ก็คือ กระชับ สื่อตรงเป้าหมาย เข้าใจได้ไม่ยาก

ชอบแบบพวกแนวที่ถ้าเป็นโฆษณาก็ต้อง "เถียงหรอ ปล่าว" หรือ "จน เครียด กินเหล้า!" อะไรแบบนั้นอะค่ะ แบบ ตรงคอนเซปท์ เข้าใจง่าย แถมสร้างเทรนด์ได้อีก open-mounthed smile

เขียนยาวไม่ได้ ถนัดปรัชญา ไม่ถนัดออกแบบ ฮาๆๆ

#9 By LUMiN on 2007-11-26 01:17

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนคุยกะตัวเองอยู่... ก๊ากกก ก็ว่าทำไมแนวคิดดูเมืองนอกๆ กะคุยทับศัพท์
.
.
ปล. เราเรียน CG&Multimedia อินเตอร์ ม.กรุงเทพ น่ะ อ.Dale Konstanz ที่สอนทั่น (แอบเจอในentryเก่าๆ ฮะ)นั่นก็เป็นอ.พิเศษที่ม.เรา
ปล. เป็นเด็กสาธิตเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สาธิตจุฬาหรอก 555

#10 By Sp@rk on 2007-11-26 01:25

ตอนเรียน id
เค้าบอกว่า creative ที่ดี จะต้องมี process ที่ดีด้วยเช่นกัน ไม่งั้นก้อไปไม่รอด

การคิดต้องคิดอยู่นอกกรอบให้มากทีุ่สุด
และการที่จะใส่อะไรลงไปในงาน
ต้องอย่าคิดว่าสวย อย่างเดียว ให้คิดว่า ใส่ไปเพื่อจะสื่อถึงอะไร ใส่ไปให้มีประโยชน์แบบไหน ??

เรียนไปเรียนมาก้องง เหมือนกัน
บางครั้งตอนเรียน คิดไงก้อไม่ผ่าน เลยขยำกระดาษแล้วฉีกทิ้ง เพราะหงุดหงิด คิดไม่ออก
จารย์เดินมาเห็นบอก "Oh! very fantastic!!" เหอะๆ มันเป็นอะไรที่อยากจะเข้าใจ -*-

#11 By IAM on 2007-11-30 22:58

confused smile อ่านแล้วก็สนุกดีค่ะ

#12 By tanamas (202.143.148.20) on 2008-01-30 08:56

ก้ไม่ทำม้าดาเหมือนกันใช่คับเป็นวิชาที่ต้องใช้ความคิดที่มหาสานเลยผมก็เพิ่งรู้ว่าตัวเราได้ทำความคิดใหคนมากมายได้สำผัด/surprised smile

#13 By ดาๆดอทคอม (202.29.80.67) on 2008-06-01 09:36

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#14 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#15 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#16 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#17 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#18 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#19 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#20 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#21 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#22 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#23 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#24 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#25 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

angry smile wink angry smile angry smile sad smile question sad smile [โฆฏโฆฏฤฆฏโฆฏe5ฏโฌฆฌฆฏโฏโ

#26 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:16

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry จะมองเพือ*--*

#27 By (118.175.25.80) on 2009-05-21 10:18

สวัดดีค่ะ

#28 By (118.175.170.117) on 2009-06-16 14:16

สวัดดีค่ะ

#29 By (118.175.170.117) on 2009-06-16 14:16

#30 By utrjiutou (125.27.58.87) on 2009-08-04 10:32

อยากเรียนออกเเบบอ่ะค่ะbig smile

#31 By เเพรว (58.11.23.250) on 2009-08-17 20:51

ผมมองอย่างนี้น่ะ เท่าที่มีประสบการณ์เท่าเม็ดถั่วเขียวพร้อมที่จะงอกเป็น ถัวงอก ที่ถูกเด็ดหัวเอาไปขาย (ไม่รู้จะเด็ดหัวทามไมเนอะ)
สวยอย่างเดี๋ยวเเต่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์ 5555.......................
ดีไซด์ของเราใช้สื่อสารรองรับกลุ่มเป้าหมายเเบบไหน คนกลุ่มไหนเป็นคนตัดสินใจให้งานเราผ่าน เเล้วสามารถสื่อสารกับคนกลุ่นนั้น
ที่เราคาดหวังว่าเขาจะเข้าใจในประเด็นที่เราจะสื่อสาร
ด้วยวิธีที่เราคิดว่าเขาจะเข้าใจ หรือด้วยอะไรก็เเล้วเเต่ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูล เเนวความคิด สไตล์ +ความเป็นตัวตนของผู้ที่สร้างสรรค์ เเละ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือปํจจัยนอกเหนือความคาดหมาย
คงต้องย้อนไปคิดในสมัยที่ยังไม่มีกระบวนการที่เป็นรูปร่าง
เราก้าวพ้นจากการสื่อสารที่เป็นรูปธรรมไปจนเดี๋ยวนี้สุดโต่ง
คิด เเละตีความอยู่ตลอดเวลา ทั้งทางตรงเเละ ทางอ้อม สุดท้าย
เราก็อยากให้เค้าเข้าใจอยู่ดี...
ดีไซด์มันช่วยให้กระบวนการสื่อสารของเราลุ่มลึกขึ้น
มันจึงมีองค์ประกอบเต็มไปหมด ไม่ว่า ภาษาที่ใช้
ภาพที่บอกเเทนการสื่อสาร+การกลั่นกรอง
ความคิดสร้างสรรค์ การตัดทอน สี รูปทรง คงเเยกเป็นส่วนๆๆยาก
เราจึงต้องทำงานกันเป็น ทีม นำเอาองค์ความรูปในเเต่ละส่วน
เหมือนคนต่อจิ๊กซอ จนเรื่องราวที่ได้ออกมาใกล้เคียงจุดประสงค์
ในการออกเเบบให้ได้มากที่สุด..เดี๋ยววันหลังค่อยต่อน่ะ
confused smile

#32 By kagty007 (58.8.236.159) on 2009-08-24 19:02

ผมกำลังออกเเบบชีวิตผมอยู่
การทำการเกษตรเเบบยั่งยืน.....โดยผมจะเอาความรู้
เรื่องการดีไซด์มารองรับในกระบวนความรู้ที่กำลังศึกษา
เรื่องการทำการเกษตร confused smile คงต้องใช้หลายองค์ความรู้
เพื่อนช่วย ชี้เเนะด้วยน่ะคับ ขอบคุณล่วงหน้า

#33 By kagty007 (58.8.236.159) on 2009-08-24 19:10

big smile big smile open-mounthed smile question wink

#34 By ransit11 (118.172.148.187) on 2009-11-10 15:13

ดีอะconfused smile

#35 By bird (125.27.122.88) on 2009-11-18 13:59

#36 By วิว (58.10.234.90) on 2009-11-25 11:15